บทที่ 9 เขาเป็นคนของข้า
เช้าวันต่อมา เจียงหว่านอี๋ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกปลอดโปร่งอย่างที่ไม่ได้เป็นมาหลายวัน
เมื่อคืนไม่มีภาพถ้วยยาพิษ ไม่มีใบหน้าเย็นชาของเซี่ยจิ่งเหิง และไม่มีเรื่องใดรบกวนความฝันของนางเลยแม้แต่น้อย
นับตั้งแต่ย้อนกลับมา นี่น่าจะเป็นคืนแรกที่นางนอนหลับได้อย่างแท้จริง
เด็กหญิงนั่งให้ชิงเถาหวีผมอย่างอารมณ์ดี พลางคิดว่าทุกอย่างกำลังเดินไปในทางที่ถูกต้อง
เซี่ยจิ่งเหิงถูกโบยน้อยลงสี่สิบไม้ ยาก็ใช้แล้ว ของกินก็มีแล้ว แผลคงไม่เน่าจนตาย
นับจากวันนี้นางเพียงต้องรักษาระยะห่าง ค่อย ๆ หาโอกาสลดความเกลียดชังของเขาทีละเล็กทีละน้อย
รอจนกระทั่งเขาเติบใหญ่ สอบได้ตำแหน่งขุนนาง แล้วนางก็จะ...
“คุณหนูเจ้าคะ”
ความคิดอันงดงามถูกขัดขึ้นกลางคัน
เจียงหว่านอี๋มองเงาของชิงเถาในกระจก “อะไร”
“วันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าให้ไปกินอาหารเช้าที่เรือนหลักเจ้าค่ะ คุณชายสามกลับมาจากสำนักศึกษาแล้ว”
เจียงหว่านอี๋นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงนึกออก
คุณชายสามเจียงจื่อเฉิง เป็นบุตรชายของเฉินอี๋เหนียง อายุสิบสองปี มากกว่านางหนึ่งปี
ในความทรงจำของนาง พี่ชายผู้นี้ไม่ได้มีความสามารถโดดเด่นอะไรนัก การเรียนธรรมดา
ฝีมือขี่ม้ายิงธนูก็ธรรมดา ทว่าชอบวางท่าเป็นคุณชายเจ้าสำราญอยู่เสมอ
แน่นอนว่าเจียงหว่านอี๋ในอดีตไม่เคยเห็นเขาอยู่ในสายตา
นางเป็นบุตรีภรรยาเอก อีกทั้งบิดายังตามใจจนแทบจะยกขึ้นวางบนศีรษะ
ต่อให้เจียงจื่อเฉิงอายุมากกว่านาง เมื่อพบกันก็ยังต้องยอมให้นางสามส่วน
“รู้แล้ว”
เจียงหว่านอี๋ลุกขึ้น หลังรับอาหารที่เรือนหลักและฟังฮูหยินผู้เฒ่าถามเรื่องการเรียนของเจียงจื่อเฉิงอยู่พักใหญ่
นางก็หมดความสนใจ เด็กหญิงจึงพาชิงเถากลับเรือน
ทว่ายังเดินไปไม่ถึงครึ่งทาง เสียงหัวเราะของเด็กหลายคนก็ดังมาจากหลังแนวต้นไผ่
เจียงหว่านอี๋ไม่ได้คิดสนใจในตอนแรก จนกระทั่งได้ยินชื่อหนึ่ง
“เซี่ยจิ่งเหิง เจ้าหูหนวกหรืออย่างไร ข้าบอกให้เก็บขึ้นมา”
ฝีเท้าของนางหยุดลง
ชิงเถาที่เดินตามหลังเกือบชนเข้าเต็ม ๆ
เจียงหว่านอี๋หันไปทางต้นเสียง ก่อนจะเห็นเจียงจื่อเฉิงยืนอยู่กับเด็กชายอีกสองคน
ส่วนบนพื้นเบื้องหน้าเขามีหนังสือเล่มหนึ่งตกอยู่ในแอ่งน้ำ
เซี่ยจิ่งเหิงยืนอยู่ข้าง ๆ
สีหน้าของเขาสงบนิ่งเช่นเคย
“นั่นหนังสือของข้า”
“ก็เพราะเป็นของเจ้า ข้าจึงให้เจ้าเก็บ”
เจียงจื่อเฉิงหัวเราะ ก่อนใช้ปลายรองเท้าเหยียบหนังสือเล่มนั้นลงไปอีก
“หรืออยากให้ข้าช่วย?”
เจียงหว่านอี๋ขมวดคิ้ว ภาพตรงหน้าไม่ได้ทำให้นางแปลกใจนัก ในอดีตเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
เพียงแต่ตอนนั้นนางไม่เคยสนใจ บางครั้งเมื่อมีคนมาบอกว่าวันนี้เซี่ยจิ่งเหิงถูกผู้ใดกลั่นแกล้ง
นางยังหัวเราะตามเสียด้วยซ้ำ เพราะทุกคนในจวนรู้ดีว่า...คุณหนูใหญ่ไม่ชอบเขา
ดังนั้นการทำให้เขาลำบากจึงไม่มีทางทำให้ผู้ใดเดือดร้อน
เจียงหว่านอี๋มองหนังสือในแอ่งน้ำอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ ๆ ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมา
เดี๋ยวนะ หากเจียงจื่อเฉิงรังแกเขา...วันหน้าเซี่ยจิ่งเหิงจะเกลียดผู้ใด?
เจียงจื่อเฉิงหรือ? เด็กหญิงหรี่ตา ไม่ถูก
คนผู้นั้นอาจคิดว่าทั้งหมดเป็นเพราะนางแสดงออกว่าเกลียดเขา คนในจวนจึงกล้ารังแกเขาเช่นนี้
ถ้าเช่นนั้น...เรื่องพวกนี้ก็ต้องนับรวมในบัญชีของนางด้วยมิใช่หรือ?!
สีหน้าของเจียงหว่านอี๋เปลี่ยนทันที ไม่ยุติธรรม! นางทำอะไรไว้ นางยอมรับ
แต่เหตุใดเรื่องที่ผู้อื่นทำจึงต้องเอามาคิดรวมกับนางด้วย!
“หยุดนะ!”
เสียงใสตวาดขึ้น
ทุกคนหันมาพร้อมกัน
เจียงจื่อเฉิงเห็นนางก็ชะงัก “หว่านอี๋?”
เด็กหญิงเดินตรงเข้าไปด้วยสีหน้าบึ้งตึง
สายตาของเซี่ยจิ่งเหิงหยุดอยู่บนตัวนางครู่หนึ่ง ก่อนจะเลื่อนออกไปเงียบ ๆ
“พวกเจ้าทำอะไร”
เจียงจื่อเฉิงมองหนังสือบนพื้น “ไม่มีอะไร ข้าเพียงหยอกเขาเล่น”
“ผู้ใดอนุญาตให้เจ้าหยอกเขา”
คำถามนั้นทำให้ทุกคนเงียบลง แม้แต่ชิงเถายังแอบมองเจ้านายของตน
เจียงจื่อเฉิงดูประหลาดใจที่สุด “แต่เจ้าเองก็...”
เขาหยุดคำพูดไว้ ทว่าสายตากลับชัดเจนอย่างยิ่ง เจียงหว่านอี๋รู้ว่าเขาจะพูดอะไร
เจ้าเองก็รังแกเขามิใช่หรือ? ใบหน้าของเด็กหญิงร้อนขึ้นเล็กน้อย
ใช่ นางรังแก แล้วอย่างไรเล่า!
“ข้ารังแกเขาได้” นางเชิดคางขึ้นอย่างไร้เหตุผล
“แต่พวกเจ้าไม่ได้”
เจียงจื่อเฉิงอ้าปาก “เพราะเหตุใด?”
เจียงหว่านอี๋เองก็ยังคิดเหตุผลไม่ออก
นางเหลือบเห็นเซี่ยจิ่งเหิงยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ แล้วจู่ ๆ ก็เอ่ยออกไป
“เพราะเขาเป็นคนของข้า”
รอบข้างเงียบกริบ เซี่ยจิ่งเหิงเงยหน้าขึ้นมองนาง เจียงหว่านอี๋ยังไม่รู้เลยว่าตนเพิ่งพูดอะไรออกไป
นางเพียงชี้ไปยังหนังสือในแอ่งน้ำ แล้วออกคำสั่งอย่างเคยชิน
“เก็บขึ้นมา”
เจียงจื่อเฉิงขมวดคิ้ว “ให้เขาเก็บสิ”
“ข้าพูดกับเจ้า”
“...”
เจียงหว่านอี๋ยิ้มเย็น
“ผู้ใดทำตก ผู้นั้นเก็บ”
เจียงจื่อเฉิงจ้องนางอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็ต้องก้มลงหยิบหนังสือเปียกน้ำขึ้นมาอย่างไม่เต็มใจ
เด็กหญิงมองภาพนั้นแล้วจึงรู้สึกสบายใจขึ้น ดี
อย่างน้อยบัญชีแค้นวันนี้...
คงไม่ถูกคิดรวมกับนางแล้วกระมัง
